Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
Into the Storm สุดยอดเอฟเฟคพายุทอร์นาโดด้วยทุนสร้างแค่ 23 ล้านเหรียญ!

     โดยส่วนใหญ่แล้ว หนังฟอร์มยักษ์หลายๆเรื่องที่เข้าฉายช่วงซัมเมอร์ของอเมริกาจะมีทุนสร้างด้านวิชวลเอฟเฟคราวๆ 100 ล้านเหรียญ แต่ดูเหมือนว่าหนัง "Into The Strom"ของนิวไลน์ ซีนีม่าจะสร้างความได้เปรียบมากกว่าเรื่องอื่นๆครับ เพราะแม้ว่าในหนังจะมีฉากพายุทำลายล้างที่สร้างจากซีจีเป็นโหลๆ แต่ที่น่าทึ่งคือหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 50 ล้านเหรียญและใช้งบเพียง 23 ล้านเหรียญในการสร้างเทคนิคพิเศษของหนังเรื่องนี้ครับ

     เพื่อการนี้ทางวอร์เนอร์ พิคเจอร์ส(ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของนิวไลน์ ซีนีม่าอีกที)ได้ยกเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของผู้กำกับสตีเว่น เควลล์ ผู้ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงผู้กำกับกองถ่ายย่อยในหนัง Avatar ของเจมส์ คาเมร่อนมาแล้ว โดยทางวอร์เนอร์ได้ให้สตีเว่นจัดหาบริษัทที่จะมารับหน้าที่ดูแลเทคนิคพิเศษนอกเหนือจากเวต้า ดิจิตอล สตูดิโอซึ่งบริษัทในเครือของวอร์เนอร์ ทางสตีเว่นได้ให้ความเห็นว่า "ผมได้เรียนรู้ว่าสิ่งอะไรก็ตามที่คุณต้องการทำมัน ต้องทำอย่างชาญฉลาด" เขาใช้เวลา 55 วันในการถ่ายทำฉากพายุโดยให้มีความเสียเปล่าให้น้อยที่สุดและจำเป็นต่อเรื่องราวในหนังมากที่สุด

     เส้นทางของหนัง Into the Storm มาจนถึงจอภาพยนตร์ดูจะเป็นตัวบ่งบอกศักยภาพอุตสาหกรรมวิชวลเอฟเฟคครับ หนังเรื่องนี้ได้ทำสัญญากับบริษัท Rhythm & Hues ให้มาทำหน้าที่ดูแลเทคนิคพิเศษของหนัง แต่ในปี 2013 ทางบริษัทประสบกับปัญหาทางด้านการเงินจนแทบจะล้มละลาย(จนกระทั่งได้เจ้าของใหม่เข้ามาซื้อกิจการเอาไว้) ในช่วงที่บริษัทประสบกับปัญหานั่นทำให้หนัง Into the Storm ขาดทุนไป 3 ล้านเหรียญ แต่ด้วยปัญหาตรงจุดนั้นทำให้เป็นการพิสูจน์ศักภาพโดยการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสเพราะก่อนหน้าในปี 2012 หนังถ่ายทำในมิชิแกนและได้รับเงินภาษีคืน 9.5 ล้านเหรียญ ทำให้ได้ใช้งบตรงจุดนั้นมาช่วยในการสร้างหนัง สตีเว่นจึงเริ่มมองหารายชื่อบริษัทอื่นๆที่จะมารับหน้าที่ทำเทคนิคพิเศษ เขารู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการอะไรบ้างจากฉากพายุโหมกระหน่ำกว่า 600 ชอต ความแน่วแน่ของเขาทำให้เขาไม่สนใจการคาดเดาและการลังเลในการตัดสินใจซึ่งจุดนั้นรังแต่จะทำให้เสียเวลาและงบประมาณเพิ่มมากขึ้น

     แทนที่จะมอบหมายงานให้กับบริษัทเพียงบริษัทเดียวในการรับผิดชอบโครงการหนังเรื่องนี้ สตีเว่นกลับเลือกที่จะกระจายงานของเขาออกไปให้กับบริษัทอื่นๆอีก 15 บริษัท การทำแบบนี้ทำให้งานทั้งหมดเดินหน้าควบคู่กันไปอย่างรวดเร็วและประหยัดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นสตีเว่นยังเลือกที่จะแบ่งแยกประเภทของพายุที่มีในหนังให้กับบริษัทต่างๆตามแบบที่บริษัทเหล่านั้นถนัด

     "ผมได้มีโอกาสไปยังแต่ละบริษัทโดยตรงตั้งแต่ตอนที่เรามีงบประมาณนิดเดียว เหล่าศิลปินเขาจะทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่เขาสามารถจะทำได้เพียงแค่ต้องชี้แนวทางให้เขา มันไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ แต่เป็นการสื่อสารกับพวกเขาให้รู้ถึงสิ่งที่คุณต้องการ"

     จะว่าไปก็ไม่น่าเชื่อครับ เพราะจากตัวอย่างที่ปล่อยออกมา ฉากพายุทอร์นาโดถล่มเมืองเป็นอะไรที่ดูสุดยอดที่สุด

Into The Strom วางกำหนดฉายในบ้านเรา 7 สิงหาคมนี้ครับ

แปลและเรียบเรียงจาก: The Hollywood Reportor