Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนไปดู Interstellar

     อาทิตย์นี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Interstellar หนังวิทยาศาสตร์-อวกาศเรื่องใหม่ของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลนคงจะเป็นเป้าหมายหลักๆของนักดูหนังครับ ส่วนตัวผมได้มีโอกาสไปรับชมมาแล้ว(อ่านบทวิจารณ์ได้ที่นี่)และเห็นว่าตัวหนังมีการนำทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงในการดำเนินเรื่องราวค่อนข้างเยอะ รวมทั้งยังมีบางทฤษฎีที่เป็นประเด็นสำคัญในบางช่วงบางตอนที่อาจจะทำให้คนทั่วไปที่ไม่ค่อยได้ติดตามเรื่องของวิทยาศาตร์ไม่เข้าใจสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อครับ ผมเลยรวบรวมทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์เบื้องต้นที่มีการพูดถึงในหนังเรื่องนี้มาให้คุณอ่านกันนิดหน่อยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าไปรับชม Interstellar ในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ครับ

     1. รูหนอน(Wormhole) หรือชื่ออื่นที่เรียกกันว่า  สะพานไอน์สไตน์-โรเซน (Einstein-Rosen bridge) รูหนอนถูกกล่าวถึงหนังอวกาศหลายๆเรื่องมานานแล้วครับ แม้กระทั่งหนังเทพเจ้าสายฟ้า Thor ยังเอาหลักการของรูหนอนมาใช้(สะพานสายรุ้งไบฟรอสที่พระเอกใช้เดินทางไปแต่ละโลก นั่นแหละคือรูหนอน) หลักการของรูหนอนอธิบายให้เข้าใจง่ายๆคือเป็นเส้นทางลัด ตัดผ่านระหว่างสองสถานที่ในด้านของเวลาและระยะทาง คุณลองหยิบกระดาษมาสักใบหนึ่ง วาดวงกลมเล็กที่ส่วนบนสุดของกระดาษและวาดอีกวงที่จุดล่างสุดของกระดาษ จะเห็นได้ว่าการที่จะเดินทางจากวงกลมหนึ่งไปยังอีกวงกลมนั้นมีระยะทาง จะใกล้หรือไกลนั้นขึ้นอยู่กับกระดาษที่คุณใช้ ทีนี้รองพับกระดาษให้วงกลมทั้ง 2 มาทาบติดกันแล้วเอาปากกาเจาะไปที่วงกลมที่ติดกันอยู่นั้นให้ทะลุ ปากกาของคุณนั่นแหละครับคือรูหนอน เส้นทางที่ย่อระยะทางจากจุด 2 จุดให้สั้นลง ตัวหนังชูประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่กลุ่มตัวละครจะใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางออกจากระบบสุริยะเพื่อไปยังระบบของดาวดวงอื่นในระยะเวลาอันสั้น อ่านข้อมูลเต็มๆของรูหนอนที่นี่

     2. หลุมดำ(Black Hole) เทหวัตุในเอกภพที่มีแรงดึงดูดสูงมาก ไม่มีสสารใดๆหรือแม้กระทั่งแสงสามารถออกมาจากที่นี่ได้ เมื่อแสงไม่สามารถส่งออกมาจากข้างในหลุมดำได้จึงทำให้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นใจกลางของหลุมดำ พื้นที่โดยรอบหลุมดำจะเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event horizon) เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบริเวณนั้นไม่สามารถทำให้ข้างนอกเห็นได้ เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ผ่านจุดนี้ไป จะทำให้เวลาเดินช้าลงและวัตถุจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ว่ากันว่าสิ่งที่จะสามารถหลุดพ้นออกมาจากหลุมดำได้นั้นต้องเร่งภาวะความเร็วของตัวเองให้มากกว่าแสงเพื่อที่จะหลุดพ้นจากหลุมดำได้ครับ อ่านข้อมูลของหลุมดำเพิ่มเติมที่นี่

     3. การยืดออกของเวลา(Time Dilation) เป็นปรากฏการณ์ที่นาฬิกาเดินไม่พร้อมกันภายใต้แรงโน้มถ่วงและความเร็วที่แตกต่างกัน อย่างที่เราเห็นกันได้ชัดๆเลยนักบินอวกาศที่เดินทางกลับมาจากอวกาศทำให้เขาแก่ตัวช้าลงกว่าปกติเล็กน้อยถ้าเทียบเวลาจริงของโลก ในภาพรวมแล้วทฤษฎีการยืดออกของเวลาสามารถแบ่งออกย่อยๆได้ 2 ประเภทคือการยืดออกของเวลาสัมพัทธ์และการยืดออกของเวลาแบบแรงโน้มถ่วง ตัวหนังจะเอาแบบแรงโน้มถ่วงมาใช้ในการนำเสนอครับ หลักการคือคนที่อยู่ที่ๆแรงโน้มถ่วงเบาบางเวลาของเขาจะเดินเร็วกว่าคนที่อยู่บริเวณที่แรงโน้มถ่วงสูงกว่า  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมของการยืดออกของเวลาที่นี่

     4. โลก 5 มิติ โลกที่เราอยู่กันนี้ต่างก็มีวัติถุรูปทรงปริมาตรที่เป็น 3 มิติ คือ สูง+กว้าง+ลึก และในทางวิทยาศาสตร์ได้มีการเพิ่มมิติที่ 4 เข้าไปคือ"เวลา"ที่วัตถุดำเนินไป เท่ากับว่าโลกของเราคือโลก 4 มิติ ในหนังจะมีการกล่าวถึงโลก 5 มิติด้วยครับ โลกที่ว่าคือสถานที่ๆซ้อนทับกันด้วยโลก 4 มิติแบบของเราและเพิ่มมิติที่ 5 เข้ามาคือการที่เราสามารถท่องไปในแต่ล่ะช่วงเวลาได้ หรือเอาง่ายๆก็คือการย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีตแบบคู่ขนานนั่นเอง หนังใช้ทฤษฎีเส้นเชือก (String Theory)ในการสื่อสารจากโลก 5 มิติผ่านไปยังช่วงเวลาต่างๆของโลก 4 มิติด้วยวิธีการส่งผ่านแรงโน้มถ่วงอีกด้วยครับ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมของโลก 5 มิติที่นี่

     ขอออกตัวไว้ก่อนครับว่าผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่องอะไร แค่คนที่เรียบเรียงข้อมูลมาให้นักดูหนังอ่านกัน หากข้อมูลผิดถูกอย่างไรขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ใครที่รู้ข้อมูลเชิงลึกกว่านี้สามารถเข้าไปพูดคุยและแชร์ความเห็นกันได้ที่เพจของทางเว็บก็ดีครับ จากทฤษฎีและคำอธิบายเบื้องต้นที่ผมเรียบเรียงมาให้คุณอ่านกันในบทความนี้น่าจะช่วยให้คุณสามารถดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างเต็มอรรถรสมากขึ้น