Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
คริสโตเฟอร์ โนแลนกล่าวถึงตอนจบของ Inception ในงานพิธีรับปริญญา

     อ่านหัวข้อแล้วอย่าเพิ่งคิดว่าผมตั้งชื่อล่อให้คนคลิกเข้ามาอ่านครับ สารภาพตามตรงว่าคิดชื่อหัวข้อไม่ออกจริงๆ

     ผมไปเจอบทความที่น่าสนใจในเว็บไซต์ The Hollywood Reporter พอได้อ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจดีเลยแปลมาให้พวกคุณได้อ่านกันครับ ด้วยเพราะในงานพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน นิวเจอร์ซีย์ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ในช่วงเช้าของวันนั้นคริส โตเฟอร์โนแลน ผู้กำกับเจ้าของผลงาน The Dark Knight ไตรภาค, Inception และล่าสุดกับ Interstellar ที่เข้าฉายไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วได้รับเกียรติให้ขึ้นพูดเพื่อแนะแนวเหล่าบัณฑิตใหม่ในการใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ครับ โดยในบทความได้ระบุคำพูดของโนแลนเอาไว้ว่า...

     "โดยปกติแล้วในการพูดที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ บางคนจะพูดบางประโยคที่มีใจความประมาณว่า "จงไล่ตามความฝัน" แต่ตัวผมเองไม่อยากจะบอกพวกคุณแบบนั้นเพราะว่าผมไม่ได้เชื่อแบบนั้น ผมอยากให้พวกคุณไล่ตามความเป็นจริงมากกว่า..."

     "ในความคิดแล้วผมรู้สึกมาตลอดว่าเราเริ่มที่จะมองความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความฝันของเรา ผมอยากสร้างกรณีศึกษาให้พวกคุณว่าความฝันของพวกเรา โลกเสมือนจริงของพวกเรา ความเป็นนามธรรมของสิ่งเหล่านี้รายล้อมอยู่รอบตัวพวกคุณ ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความเป็นจริง เช่นเดียวกับตัวละครดอม คอปป์ที่รับบทโดยลีโอนาโด ดิคาร์ปริโอในหนัง Inception เขาต้องจากลูกๆของเขามา เขาเคยอยู่ในโลกความเป็นจริง เขาไม่ได้แคร์อะไรอีกแล้วและนั่นทำให้เขามองโลกความฝันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ในตอนจบของหนังกล้องจะซูมเข้าไปให้ได้เห็นลูกข่างโทเทมหมุนอยู่และก่อนที่จะรู้ว่าลูกข่างจะหยุดหมุนหรือไม่นั้น ภาพก็ตัดมืดไป"(ถึงตอนนี้ทางโนแลน ขออภัยกับเหล่าบัณฑิตผู้ที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครับ เพราะพี่แกสปอยด์ตอนจบไปแล้ว ฮ่าๆ)

     "ตอนที่หนังจบผมรีบหนีออกมาทางด้านหลังโรงหนังก่อนที่คนอื่นจะเจอตัวผมและตอนนั้นพวกเขาหงุดหงิดเอามากๆจนถึงขั้นคร่ำครวญว่าตกลงแล้วตอนจบเป็นอย่างไรกันแน่? ประเด็นของเรื่องที่เล่ามาคือผู้ชมอยากจะรู้สิ่งที่เป็นเงื่อนไขแน่นอน แม้ว่าตัวผมเองจะดูหนังเรื่องนี้อยู่และรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่คำถามที่ตามมาคือสำคัญหรือปล่าวที่ว่าตอนจบจะเป็นความฝันหรือความเป็นจริง หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีคำถามจากผู้คนมากที่สุดตั้งแต่ผมเคยสร้างมา มันสำคัญสำหรับผู้คนเพราะว่าพวกเขาอยากรู้ความจริง ความจริงสำคัญที่สุด"

      ทางโนแลนยังเล่าเรื่องราวในอดีตของเขาด้วยครับว่าเขาและภรรยาพบกันครั้งแรกตอนเรียนมหาลัย อีกทั้งยังบอกอีกว่าในตอนที่เรียนจบพวกเขาต่างก็หวานอมขมกลืนแต่ก็พร้อมที่จะออกไปเผชิญชีวิตวัยทำงานด้วยกัน อีกทั้งยังพูดติดตลกแต่ได้แรงบันดาลใจด้วยการเปรียบเทียบประสบการณ์ของคนเราเหมือนชีสบรี ชีสวงกลมที่ตัดแบ่งออกเป็นชิ้นๆครับ

     "เราทั้งคู่รู้สึกมากว่าถ้าเราได้สะสมวงกลมชีสบรีทั้งหมดนี้เป็นความรู้ ใช่ ผมรู้ว่ามันคือชีสของชาวสวิส แต่ลองมองไปที่ช่องว่างของวงกลมนั่นสิ นั่นคือส่วนที่สำคัญที่สุด เป็นเพราะว่าคุณต้องออกไปข้างนอกและไปเติมเต็มส่วนที่ว่างกันเอาเอง ส่วนที่คุณก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเติม คุณจะต้องเติมมันให้เต็มจากประสบการณ์ บางอย่างที่มันมหัศจรรย์ บางอย่างที่น่ากลัวและคุณจะได้เรียนรู้บนเส้นทางนั้น อะไรคือสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จที่นี่และจะทำให้คุณผ่านเส้นทางนั้นไปได้? คุณไม่ได้เพียงแค่เรียนแล้วได้ความรู้ แต่คุณได้เรียนรู้วิธีการที่จะเรียนรู้ คุณได้เรียรู้มูลค่าของการเรียนรู้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ บางช่องว่างในวงกลมชีสของคุณนั่นจะถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่มีค่ามากที่สุดนั่นคือความคิดใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆหรือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้"

     โนแลนยังพูดถึงเรื่องราวการทำอินเซปชั่นในหนัง Inception อย่างคนที่เชื่อว่าการฝังความคิดเป็นสิ่งที่ทำได้จริงๆว่า- "ด้วยแนวคิดที่ว่าการฝังเมล็ดความคิดลงไปในสมองและปล่อยให้มันโตขึ้นมาจนเป็นรูปธรรมขึ้นมา ผมรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบที่จะลองดูและพูดบางอย่างให้พวกคุณได้นำไปใช้ต่อข้างหน้าและอาจจะช่วยเหลือพวกคุณในทางใดทางหนึ่ง" 

     ขณะนั้นเองโนแลนก็ยังพูดถึงโลกเมื่อสมัยที่เขาเพิ่งเรียนจบอีกว่า "ลัทธิชนชาติ, ความไม่เท่าเทียมเรื่องรายได้, สงคราม ผมบอกได้มากกว่านี้แต่พวกคุณก็รู้จักสิ่งที่ผมกล่าวมา และเหตุผลที่คุณรู้จักสิ่งเหล่านี้เพราะว่าทุกวันนี้มันก็ยังเหมือนเดิม อะไรคือสิ่งที่เราได้ทำเมื่อช่วง 20 ปีที่แล้ว ถ้าให้ผมแนะนำพวกคุณ ผมจะมองคนรุ่นเดียวกันอย่างจริงจังและอะไรคือสิ่งที่เราได้ทำลงไปบ้าง"

     "ในความเป็นจริง ผมคิดว่าเราพลาดตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานกันแล้ว แต่อาจจะด้วยเพราะเหตุผลที่ดี ผมคิดว่าเราได้ก้าวเข้ามาอยู่ในโลกที่เชื่อว่าเราสามารถเชื่อมต่อกับโลกทั้งใบได้ ลองคิดดูถ้าเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันโดยไม่มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์หรือด้านเศรษฐกิจ ถ้าหากเราสามารถคุยกันได้ทุกอย่างปัญหาทั้งหมดจะหายไป แต่น่าเสียดาย ผมคิดว่าสำหรับตอนนี้เราต้องยอมรับกันว่าเราก้าวไปในทางที่ผิด แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ การสื่อสารไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างเช่นเดียวกันกับทรัพยากร, ความรู้และการเงิน ซึ่งทั้งหมดนั้นได้เข้ามาอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานของคนในยุคผมและประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่บางทีอาจจะไม่สวยงามเท่าที่เราอยากให้มันเป็น"

      โนแลนยังกล่าวทิ้งท้ายกับเหล่าบัณฑิตเชิงท้าทายว่า "ลองมองไปยังปัจจัยพื้นฐาน เราจะเปลี่ยนหลายๆสิ่งได้อย่างไร? เราจะขับเคลื่อนไปในกระบวนการอย่างไร? ผมไม่จำเป็นจะต้องบอกพวกคุณว่าจะต้องทำอย่างไร ผมแค่จะบอกว่ามันเป็นปัญหาของพวกคุณแล้วในตอนนี้ มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้คนจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่พวกคุณทำ ผมเชื่อว่าพวกคุณมีศักภาพที่ไร้ขีดจำกัดแน่นอน"

      ในหนัง Batman Begins ปฐมบทแห่งตำนานอัศวินรัตติกาลฉบับของโนแลน ช่วงหนึ่งจะมีฉากที่บรูซ เวย์นกลับมาเพื่อรับฟังผลพิจารณาคดีการฆาตกรรมพ่อแม่ในขณะที่เขากำลังเรียนอยู่มหาลัยซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันแห่งนี้นี่เองครับ นั่นทำให้โนแลนปิดการพูดด้วยมุกขำๆที่เรียกเสียงหัวเราะในห้องประชุมว่า

     "สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของบรูซ เวย์น ใช่ เขามาเรียนที่นี่แต่เรียนไม่จบ ดังนั้นแล้วพรุ่งนี้พวกคุณทุกคนคือคนที่ดีกว่าแบทแมนอย่างแน่นอน" สิ้่นประโยคนี้ทุกคนต่างปรบมือให้กับผู้กำกับคนนี้พร้อมทั้งเสียงหัวเราะครับ

แปลและเรียบเรียงจาก: The Hollywood Reporter