Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
The Martian

     เมื่อปีที่แล้วผู้กำกับริดลี่ย์ สก็อตต์นำพาเราไปรับชมเรื่องราวตำนานโมเสสแหวกทะเลแดงในภาพยนตร์ Exodus: Gods and Kings ล่าสุดปีนี้ผู้กำกับมากวิสัยทัศน์คนนี้ก็นำ The Martian ผลงานภาพยนตร์ไซไฟอวกาศเรื่องใหม่มาให้เราได้ชมกันอีกเรื่องครับ ส่วนตัวไม่ได้มีจังหวะว่างไปรับชมรอบสื่อ แต่จากที่ได้เห็นเสียงของนักวิจารณ์ทั้งต่างประเทศและในบ้านเราต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นหนังที่ดีอีกเรื่องของปีนี้ นั่นทำให้ผมตัดสินใจไปรับชมหนังเรื่องนี้เมื่อช่วงหัวค่ำครับ

     The Martian สร้างจากนิยายของแอนดี้ เวียร์ ซึ่งเดิมทีแล้วนิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแจกฟรีที่ต่อมาได้ออกวางขายบนระบบ Kindle และได้รับความนิยมอย่างสูงจนสำนักพิมพ์มาซื้อลิขสิทธิ์จัดพิมพ์เป็นเล่มออกวางจำหน่ายในปี 2014 ด้วยเรื่องราวที่เข้มข้นน่าติดตามทำให้ทางทเวนตี้เซนจูรี่ฟอกส์ซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นภาพยนตร์และออกฉายในที่สุดครับ

     ตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวของมาร์ค วัทนี่ย์(แมตต์ เดมอน) นักบินอวกาศสาขาพฤกษาศาสตร์ที่เดินทางไปสำรวจดาวอังคารในโครงการแอรีส วัทนี่ย์และเพื่อนๆในทีมของเขารวม 6 คนคือทีมสำรวจชุดที่ 3 ของโครงการนี้ การปฏิบัติภารกิจก็ดูเหมือนจะราบรื่นเรื่อยๆจนกระทั่งได้เกิดพายุขนาดยักษ์พัดถล่มแคมป์ของพวกเขา เป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการสำรวจกลางคันและเข้าสู่แผนการอพยพฉุกเฉินของทีมสำรวจ ในขณะที่กำลังอพยพอยู่นั่นเองได้เกิดเหตุไม่คาดฝันกับวัทนี่ย์จนทำให้คนในทีมคิดว่าเขาตายไปแล้วและพากันขึ้นยานกลับออกไป แต่หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาวัทนี่ย์ได้พบว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ที่ดาวอังคารเพียงลำพังด้วยความเข้าใจผิด ชั่วขณะนั้นเองที่ทำให้เขาคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากดาวหฤโหดแห่งนี้ให้ได้ด้วยความรู้และสิ่งต่างๆรอบตัวที่เขามี พร้อมทั้งหาทางติดต่อโลกให้รู้ว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะกลับไปเจอหน้าครอบครัวของเขาอีกครั้ง

     หนังเปิดเรื่องมาก็เข้าเรื่องราวทันทีแบบไม่มีอธิบายที่มาที่ไปของทีมสำรวจเลยครับ ตัวหนังเกริ่นให้เราได้รู้จักตัวละครแต่ละตัวเล็กน้อยก่อนที่จะตัดเข้าประเด็นสำคัญของเรื่องที่ว่าด้วยการเอาชีวิตรอดบนดาวอังคารเพียงลำพังของวัทนี่ย์ นักดูหนังบางท่านอาจจะคิดว่า อ้าว ถ้าพระเอกเหลือตัวคนเดียวตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วเขาจะปฏิสัมพันธ์กับเรื่องราวให้คนดูเข้าใจได้อย่างไร จุดที่ว่านี้ตัวหนังใช้การบอกเล่าเรื่องราวทางฝั่งของวัทนี่ย์ด้วยการให้เขาพูดกับกล้องเพื่อที่จะทำให้คนดูรู้ว่าเขาคิดที่จะทำอะไรและรู้สึกอย่างไรครับ และตลอดทั้งเรื่องก็มีการนำเสนอแบบนี้ตัดสลับกับฝั่งโลกที่มีการดำเนินการหาทางช่วยเหลือวัทนี่ย์ไปด้วย

      จากที่ดูโดยรวมแล้วในส่วนของเนื้อเรื่องผมว่าอยู่ในระดับโอเคและมีอะไรให้เราน่าติดตามไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อครับ เราจะได้เห็นการพยายามเอาตัวรอดของวัทนี่ย์ไม่ว่าจะเป็นการหาเสบียง การสร้างอุปกรณ์จากสิ่งของที่มีอยู่ พร้อมทั้งได้เห็นมุมมองความคิดของตัวละครตัวนี้จนทำให้เรารู้สึกอินและเอาใจช่วยให้เขามีชีวิตรอด อีกด้านหนึ่งทางฝั่งโลก เหล่าตัวละครที่ร่วมแสดงโดยดาราระดับคุณภาพก็ช่วยกันอุ้มหนังและมีประเด็นของพวกเขาเองให้เราได้ติดตามเช่นกัน ยิ่งในช่วงท้ายเรื่องนี้ผมว่าพีคสุดๆจนผมขนลุกเลยครับ

     การแสดงของแมตต์ เดมอนในหนังเรื่องนี้มองได้ว่าเป็นบทดราม่าที่เขาต้องอุ้มหนังเอาไว้ประมาณถึง 60% ของเรื่องราวเลยครับ และผมขอชมว่าการแสดงของเขาทำออกมาได้สื่อถึงอารมณ์ของคนที่อยู่ตัวคนเดียวบนดาวที่อ้างว้างและสัมผัสได้ถึงความทุกข์ทนของการที่ต้องพยายามเอาชีวิตรอดด้วยตัวคนเดียว แต่ถึงอย่างนั้นคาแรคเตอร์ของตัวละครวัทนี่ย์ที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีก็ช่วยให้หนังดูซอร์ฟขึ้นจนไม่ดูเครียดมากเกินไป สำหรับบทดราม่าในหนังเรื่องนี้ ผมให้แมตต์ เดมอนผ่านครับ

      โดยรวมทั้งหมดแล้ว The Martian ก็เป็นหนังดราม่า-ไซไฟ-อวกาศที่ว่าด้วยเรื่องราวของชายที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังและการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ตัวหนังนำเสนอแง่มุมของตัวละครเอกให้เรารู้จักการรับมือกับสภาวะแวดล้อมที่ย่ำแย่ที่ไม่ใช่เพียงแค่สภาพแวดล้อมภายนอกแต่ยังร่วมไปถึงสภาพจิตใจว่าจะสู้เพื่อมีชีวิตต่อไปยังไง สุดสัปดาห์นี้ใครที่อยากสัมผัสอารมณ์ที่ผมว่ามาทั้งหมดในรีวิวนี้ก็ตีตั๋วเข้าไปรับชมกันได้เลยครับ


#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง