Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
The Lunchbox

     ผมตั้งใจว่าจะพยายามเปิดโอกาสตัวเองด้วยการดูหนังให้หลากหลายแนวมากขึ้นและนั่นทำให้ชื่อของหนังอินเดีย The Lunchbox แว๊บเข้ามาในหัวทันทีจนต้องไปหามาดูครับ ด้วยเพราะตอนที่หนังเรื่องนี้ออกฉายผมไปเห็นบทวิจารณ์จากหลายเว็บในต่างประเทศต่างบอกว่าเป็นหนังที่ดีและหลังจากที่ดูจบก็เห็นว่าเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งที่ไม่อยากให้คุณพลาดเช่นกันครับ

     The Lunchbox กล่าวถึงเรื่องราวของซาจัญ เฟอนันเดส(อีฟาร์ ข่าน) พนักงานบัญชีสูงวัยที่กำลังรอเวลาจะเกษียณตัวเอง ซาจัญใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวหลังจากสูญเสียภรรยาไป เขาไม่มีลูก ไม่มีญาติและใช้ชีวิตหมุนเป็นวงจรอย่างเช่นทุกวัน ตื่นเช้า ขึ้นรถเมล์เบียดเสียดฝ่ารถติดไปทำงาน นั่งโต๊ะทำงานคำนวนตัวเลข กินข้าวปิ่นโตที่ผูกเป็นมื้อกลางวัน กลับมาบ้าน สูบบุหรี่และเข้านอน กระทั่งวันหนึ่งเขาก็ได้พบกับความประหลาดใจเมื่ออาหารในปิ่นโตมื้อเที่ยงของเขารสชาติอร่อยกว่าทุกวัน แต่นั่นเกิดจากความผิดพลาดในการส่งปิ่นโตโดยที่คนส่งปิ่นโตนำปิ่นโตของอิลา หญิงสาวผู้ที่ตั้งใจทำอาหารให้สามีไปส่งให้ซาจัญแทน กระทั่งในวันต่อมาคนส่งปิ่นโตก็ยังส่งผิดมาให้ซาจัญและเขาก็ได้พบว่าในปิ่นโตนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งแนบมา จดหมายฉบับนี้คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งมิตรภาพและความเปลี่ยนแปลงของคนทั้งสอง

     เนื่องจากเป็นเรื่องราวของคนสองคนที่ไม่ได้พบหน้ากัน หนังจึงมีการดำเนินเรื่องราวแบ่งออกเป็นสองส่วนและนำเสนอให้เราได้เห็นชีวิตของตัวละครทั้งสองครับ ตลอดทั้งเรื่องราวจะได้เห็นการพัฒนาความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้าผ่านทางจดหมายที่ส่งมากับปิ่นโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวละครซาจัญ เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาตลอดทั้งเรื่องและการเปลี่ยนแปลงนั่นเองทำให้เราได้อมยิ้มจนต้องย้อนกลับมามองตัวเราเองว่าทุกวันนี้เรามีความสุขหรือปล่าวกับสิ่งที่เป็นอยู่หรือว่าเราแกล้งทำเพื่อปกปิดความอ่อนแอในจิตใจ หนังให้แง่คิดกับเราในข้อนี้และจบลงอย่างสวยงามตามแบบที่ชีวิตของคนปกติควรจะเป็น

     เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือการดำเนินเรื่องราวให้เรารู้สึกติดตามและไม่รู้สึกน่าเบื่อครับ หนังทำจุดนี้ได้ดีและน่าจะทำให้คนดูหนังเรื่องนี้ที่สูงวัยหน่อยอินไปกับเรื่องราว เพราะช่วงชีวิตของตัวละครซาจัญที่กำลังจะเกษียณและอิลา ที่เป็นแม่บ้านวัยกลางคน คนรุ่นนี้จะอยู่ในอาการเบื่อหน่ายและไม่รู้สึกสดชื่นกับชีวิตเพราะการแบกรับปัญหาต่างๆและการผ่านชีวิตยาวนาน แต่การพบกันของทั้งสองที่แม้จะเป็นการพบกันผ่านตัวหนังสือที่ดูเล็กน้อย แต่นั่นกลับทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชีวิตของพวกเขาและหนังนำเสนอสิ่งที่ผมว่ามาได้เข้าถึงมากๆ

     อีกจุดหนึ่งที่อยากบอกคือด้วยสภาพของเมืองอินเดียที่มีลักษณะแอดอัดที่แม้จะไม่ถึงกับเหมือนบ้านเรา แต่ฟีลลิ่งนี่แทบจะไม่ต่างกันในแง่ของการนำเสนอชีวิตของคนทำงานในสังคมเมืองใหญ่ หนังนำเสนอประเด็นนี้เป็นฉากหลังโดยที่คนหนึ่งทำงานหาเงินดิ้นรนไปเพื่อจุดหมายที่ไม่รู้จะไปถึงทำไม อีกคนก็เป็นแม่บ้านที่มีชีวิตรักซบเซาพร้อมปัญหาครอบครัว ผมคิดว่าปัจจัยเหล่านี้ดูค่อนข้างคล้ายกับชีวิตของคนในบ้านเราและน่าจะทำให้หนังเรื่องนี้เข้าถึงคนดูบ้านเราได้ง่ายครับ

      ทั้งหมดนี้ผมคิดว่า The Lunchbox เป็นหนังดราม่าที่เนื้อไม่หนักหนาหรือทุกข์ทนจนคุณต้องหลั่งน้ำตา แต่ก็น่าจะสร้างความรู้สึกประทับใจให้กับนักดูหนังที่ชอบหนังดราม่าแนวการเปลี่ยนแปลงมุมมองในชีวิตของตัวละครครับ วันไหนที่คุณว่างเว้นจากการทำงานหนัก ลองเปิดบ้านรับลมเย็นๆและเปิดดูหนังเรื่องนี้ ผมรับรองเลยว่าคุณจะต้องรู้สึกดีไปกับเรื่องราวในหนังจนต้องออกไปหาโรตีกินหลังดูหนังจบเลยล่ะ

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง