Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
Warcraft: The Beginning

     เมื่อตอนที่มีการประกาศจากทางยูนิเวอร์แซลว่าพวกเขามีแผนที่จะนำเกมส์ Warcraft มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ด้วยความที่เป็นคอเกมส์และเล่นเกมส์นี้ผ่านๆตามาบ้าง ประกอบกับได้เห็นยุคที่เกมส์นี้เฟื่องฟูตามร้านเกมส์ในบ้านเราพร้อมทั้งกวาดรางวัลเกมส์ยอดเยี่ยมจากหลายสำนักทำให้โปรเจคหนัง Warcraft อยู่ในความสนใจของผมมาตลอดตั้งแต่มีการเริ่มสร้างไล่มาจนถึงการออนไลน์ตัวอย่างแรก เมื่อตอนที่ได้เห็นตัวอย่างแรกผมถึงกับคิดขึ้นมาได้ว่า "นี่แหละ หนังที่จะมาลบล้างคำสาปหนังจากเกมส์" ด้วยเพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของวงการภาพยนตร์ หนังที่สร้างจากเกมส์มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไรและหลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่องนี้มา ผมก็ต้องกุมหัวพร้อมทั้งบอกกับตัวเองว่า "เออ คำสาปมีจริง รอเรื่องอื่นก็ได้(วะ)" เพราะหนังมีข้อเสียเยอะกว่าข้อดีซะงั้นครับ

     Warcraft หรือ Warcraft: The Beginning กล่าวถึงเรื่องราวของอาณาจักรอาซีรอท ดินแดนที่หลายอาณาจักรและหลายเผ่าพันธ์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมานานนับร้อยปี กระทั่งได้เกิดการจู่โจมตามหมู่บ้านโดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในอาณาจักรนี้ เผ่าพันธุ์ฮอร์ดได้ปรากฏขึ้นจากต่างมิติและพวกออร์คนับพันได้อพยพมาจากโลกที่ตายแล้วของพวกมันโดยมีเป้าหมายในการยึดครองและตั้งรกรากที่นี่ เมื่อโลกมีเพียงโลกเดียวแต่กลับมี 2 ฝ่ายที่ต้องการจะคงอยู่ไว้ซึ่งการมีชีวิต ทำให้สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ต้องอุบัติขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

     มาดูเรื่องข้อดีของหนังเรื่องนี้กันก่อนครับ องค์ประกอบด้านกายภาพของตัวหนังดีมากครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ในการดำเนินเรื่อง เหล่าตัวละครที่ถอดคาแรคเตอร์มาจากฉบับเกมส์ การสร้างซีจีใบหน้าของพวกออร์คที่แสดงอารมณ์ได้อย่างเข้าถึง รวมไปถึงฉากคิวบู๊ที่อยู่ในระดับดี ที่ว่าทั้งหมดนี้ถือว่าหนังทำออกมาได้ดีครับ แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องกุมหัวและรู้สึกผิดหวังในการรอคอยหนังเรื่องนี้คือ"วิธีการเล่าเรื่อง"ของหนังที่ทำออกมาไม่ได้เอาใจคนดูเสียเล้ยยยย!!!!

      มาขยายความถึงข้อเสียที่ผมบอกไป "เนื้อเรื่อง"ของหนังหากดูโดยรวมแล้วผมก็คิดว่าโอเคในระดับหนึ่ง ยิ่งพวกที่เป็นแฟนเกมส์นี้น่าจะได้ใจเต็มๆที่ได้เห็นเหล่าตัวละครที่คุ้นเคยมาโล่ดแล่นบนจอภาพยนตร์พร้อมทั้งศัพท์การสนทนาหรือไอเท็มจากในเกมส์ แต่ที่ผมผิดหวังคือวิธีการเล่าเรื่องให้คนดูเข้าใจซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้ถือว่าสอบตกครับ เพราะตั้งแต่ช่วงกลางเรื่องไปจนถึงท้ายเรื่อง ผมค่อนข้างงงๆไปกับการกระทำของบางตัวละครและต้องใช้ความคิดตามมากเกินไป คือตัวละครจะทำอะไรช่วยบอกให้คนดูรู้สักนิดเถอะ หรือใช้เสียงในความคิดอธิบายไปพร้อมกับฉากย้อนหลังหรือภาพกราฟิกอะไรก็ได้ แต่หนังกลับดำเนินเรื่องแบบสะเปะสะปะโดยปล่อยให้คนดูพยายามทำความเข้าใจแก่นของเรื่องราวทั้งหมดกันเอาเองจนผมรู้สึกว่ามันดูเว่นเว้อและเสียเวลา(มีบางช่วงผมรู้สึกเบื่อถึงขั้นที่ว่า เมื่อไรจะจบๆสักที) แถมในช่วงท้ายเรื่องเป็นอะไรที่ผมแทบจะปาหมอนผ้าห่มทิ้ง ความคิดตอนนั้นคือ มรึงทำอะร๊ายยยย จะทำไปเพื่อ!?

     การปฏิสัมพันธ์ของตัวละครในหนังเรื่องนี้บางช่วงบางตอนก็อยู่ในระดับที่โอเค มีดราม่า มีความผูกพันธ์ แต่บางช่วงผมก็งงๆและรู้สึกรำคาญนิดๆกับการกระทำของตัวละครบางตัวที่ไม่มีการบอกที่มาที่ไป ฉันอยากจะไปไหนก็ไป พร้อมทั้งใส่ประเด็นเข้ามาใหม่โดยไม่บอกให้คนดูรู้จนผมรู้สึกว่ามันดูเยอะจนเกินไป เหมือนกับว่าผู้กำกับอยากจะใส่ประองค์ประกอบในหนังให้มากที่สุดจนไม่มีเวลาอธิบายให้คนดูรู้หรอก พวกคุณไปทำความเข้าใจกันเองนะ และที่พลาดอีกอย่างคือ หนังก็ปูเรื่องราวมาซะดิบดีว่าอาณาจักรอาซีรอทเป็นที่อยู่ร่วมกันของหลายเผ่าพันธุ์ ที่เห็นในหนังชัดๆเลยคือเอลฟ์กับคนแคระ แต่ไหงคนพวกนั้นไม่มาช่วยทำสงครามด้วยกันล่ะ

     จุดที่อยากบอกอีกอย่างคือ ผมดันไปดูหนังเรื่องนี้แบบพากย์ไทยเสียด้วย โอเคครับ ทีมงานพากย์ไทยก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดี แต่ผมว่ามันเสียอรรถรสหน่อยตรงเสียงของพวกออร์คที่ดัดให้มันดูทุ้มๆจนบางทีก็ฟังไม่ค่อยออกว่าตัวละครพูดว่าอะไรจนอาจจะพลาดบางประเด็นที่สำคัญ หากว่าคุณได้ดูแบบซับไทยก็น่าจะซึมซับและเข้าใจเรื่องราวได้มากกว่าผมครับ

     จากทั้งหมดที่บ่นมา Warcraft ก็ยังคงเป็นหนังที่สร้างความบันเทิงได้ในระดับที่พอถูไถและยังไม่สามารถลบล้างคำสาปหนังจากเกมส์ได้ตามความคิดของผม แต่ถ้าคุณอยากจะไปดูหนังบันเทิงๆสักเรื่อง ซีจีเทพๆของเหล่าตัวละคร ฉากบู๊มันๆแบบหนักแน่นและคุณไม่ได้เป็นคนซีเรียสกับเนื้อเรื่องมากเกินไป หนังเรื่องนี้ก็อยู่ในระดับดีพอที่จะเสียเงินเข้าไปดูครับ หรือถ้าไม่รีบอะไรจะรอดูวันพุธช่วงที่ตั๋วถูกเอาก็ได้

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง