Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
Transformers: The Last Knight

     จะว่าไปปีนี้ก็เป็นปีที่ 10 แล้วสำหรับแฟรนไชส์หนัง Transformers จากที่ภาคแรกออกฉายเมื่อปี 2007 มาจนถึงตอนนี้ Transformers: The Last Knight ภาคต่อลำดับที่ 5 ของเรื่องราวหุ่นยนต์ยักษ์ต่างดาวก็ได้เข้าโรงฉายในสัปดาห์นี้ครับ ส่วนตัวพอจะได้ยินกระแสความเห็นหลังชมจากหลายๆคนรอบตัว ส่วนใหญ่จะเทไปทางบ่นมากกว่าประทับใจ ผมเลยตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปดูเพื่อหาความจริง และสิ่งที่ผมได้พบคือหนังทำออกมาได้ไม่ถูกใจผมสักเท่าไรนัก จากเดิมที่ตัวผมคิดว่าภาค 2 ดูจะด้อยที่สุดแล้ว มาเจอภาคนี้เข้าถึงกับต้องเปลี่ยนการจัดอันดับแฟรนสไชส์นี้ในใจกันใหม่เลยทีเดียว

     Transformers: The Last Knight บอกเล่าเรื่องราวต่อจากภาคที่ Age of Extinction หลังจากที่ออพติมัสได้เดินทางไปจากโลกเพื่อตามหาผู้สร้างเขาและมอบหมายให้ออโต้บอทส์คุ้มกันครอบครัวเคด เยเกอร์(มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) ปัจจุบันเหล่าหุ่นยนต์ทรานสฟอร์เมอร์สได้ถูกมองว่าเป็นศัตรูต่อมนุษยชาติ มีการจัดทีมตามล่าเหล่าหุ่นยนต์โดยไม่สนว่าจะเป็นฝ่ายไหน ทำให้เหล่าหุ่นยนต์ต้องอยู่อย่างหลบซ่อน รวมไปถึงเคด ที่ได้กลายมาเป็นคนนอกกฏหมายเช่นกัน เคดทำงานช่วยเหลือเหล่าหุ่นยนต์อยู่อย่างลับๆโดยมีบัมเบิ้ลบีคอยให้ความคุ้มครองโดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้ภัยร้ายครั้งใหม่กำลังคืบคลานมาจากนอกโลก เมื่อซากของดาวไซเบอร์ตรอนได้เคลื่อนตัวเข้ามายังโลกโดยการควบคุมของศัตรูรายใหม่ พร้อมทั้งการเปิดเผยตำนานปรัมปราที่มีมานานราวพันปีถึงสาเหตุว่าทำไม เหล่าทรานสฟอร์เมอร์สถึงยังคงมาที่โลกอยู่ร่ำไป

     ความบันเทิงของหนังเรื่องนี้คงจะเป็นในด้านของฉากแอคชั่น ยังคงเป็นไปตามสไตล์ระเบิดภูเขา เผากระท่อมของผู้กำกับไมเคิล เบย์ อีกทั้งฉากต่อสู้ ฉากแปลงร่างของหุ่นยนต์ก็ยังก็ทำออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจเช่นเดิม ฉากการดวลกันของออพติมัสและบัมเบิ้ลบีที่เป็นไฮไลท์ของภาคนี้ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมและดราม่าได้ใจ และนั่นก็น่าจะเป็นความบันเทิงทั้งหมดที่คุณจะได้รับจากการไปดูหนังเรื่องนี้ครับ แต่เนื้อหาข้างล่างต่อนี้จากไป คือการบ่นอย่างเดียวและอาจมีสปอยด์สัก 20% หากใครไม่อยากอ่านหรือกลัวโดนสปอยด์ก็ปิดรีวิวนี้ได้ครับ ไว้ค่อยกลับมาอ่านหลังดูหนังจบแล้วก็ได้

***คำเตือน เนื้อหาข้างล่างเปิดเผยเนื้อเรื่องนิดหน่อย***

     หนังดำเนินเรื่องได้เฉื่อยและสะเปะสะปะมากครับ ตลอดครึ่งแรกของเรื่องผมค่อนข้างจะรู้สึกเบื่อนิดๆและเซ็งหน่อยๆ เพราะหนังไม่ยอมเข้าประเด็นสักที มัวแต่อ้อมไปอ้อมมา มีฉากแอคชั่นมาให้บันเทิงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ยอมเข้าประเด็น ปล่อยให้คนดูทำความเข้าใจกันเองจนกระทั่งกลางเรื่องถึงจะได้มีการอธิบายกันว่าเกิดประเด็นอะไรขึ้น และช่วงต่อจากนั้นเรื่องราวก็พอจะดำเนินไปพอให้รู้สึกสนุกและน่าติดตามได้บ้าง แต่มันทำให้ผมย้อนคิดอีกว่า แล้วไอประเด็นช่วงแรกและตัวละครจากช่วงนั้นโดนปล่อยทิ้งไปเสียเฉยๆ และโดนเอามาจับรวมในตอนจบแบบอ้อมแอ้มแก้เขินไปซะงั้น

     ในเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผล หนังขาดจุดนี้ไปหลายจุดมากครับ แต่ไอความเป็นเหตุเป็นผลที่ผมว่านี่ไม่ใช่หมายถึงความสมจริงสมจังอะไรนะ แต่มันคือการทิ้งประเด็นหรือสิ่งที่ทำเอาไว้ในภาคก่อนไปแบบงงๆและไม่อธิบายที่มาที่ไปให้คนดูได้ทราบเลย อย่างเช่นเมกกะตรอนที่ปรับโฉมใหม่จากกัลเวอตรอนในภาคที่แล้ว เปลี่ยนกันแบบดื้อๆเลย หรืออย่างฉากกลับดาวไซเบอร์ตรอนของออพติมัส คือ เฮ้ย ในภาค Dark of the Moon ทุกคน ทุกตัว รวมไปถึงคนดูที่ดูมาแล้ว เห็นเหมือนกันว่าดาวมันถูกทำลายไปแล้ว แต่เอ้า ยังพอรับได้ถ้าจะเหลือซากดาว แต่ออพติมัส ดันมาดราม่าแล้วบ่นว่าทำไมดาวบ้านเกิดถึงเป็นแบบนี้ซะงั้น ทั้งๆที่ก่อนหน้าแทบไม่อาวรณ์ดาวไซเบอร์ตรอนเลย อีกทั้งยังมีการดำเนินเรื่องราวแบบ"บังเอิญ"แต่ดู"ตั้งใจ"หลายครั้ง จนผมคิดว่าทำไมมันประจวบเหมาะไปเสียทุกอย่างจริงๆ

     ทางด้านตัวหนังมีความยาวของเนื้อเรื่องมากครับ เพราะนอกจากจะมีฉากปูเนื้อเรื่อง ปูประเด็นของตัวละคร (ที่อ้อมไปอ้อมมา) หนังยังมีฉากไร้สาระมายัดไว้ด้วย อย่างฉากเมกกะตรอนไปไถ่ตัวลูกน้อง ทำออกมาซะดิบดี มีกราฟิกประกอบ นึกว่าแต่ละตัวจะเจ๋ง แต่ที่ไหนได้ เสียเวลาไถ่ตัวชะมัด คือถ้าแต่ละตัวมันเจ๋ง มีฝีมือสร้างความลำบากให้ฝ่ายพระเอกตลอดทั้งเรื่องก็คุ้มอยู่สำหรับการใส่ฉากนี้เข้ามา แต่กลายเป็นว่าทำให้หนังดูยืดเยื้อไปซะงั้น หรืออย่างตัวละครหุ่นพ่อบ้านคอกส์แมน ผมว่าหุ่นตัวนี้โอเคนะ มีความดราม่า มีความตลก แต่บางช่วงบางตอนผมก็รู้สึกรำคาญหุ่นตัวนี้เพราะเล่นใหญ่เสียเหลือเกิน

     อีกจุดที่จะเซ็งหรือดีใจไม่รู้คือการกลับมาของตัวละครจากไตรภาคเก่าอย่างผู้พันเลนนิกซ์ ที่แฝงตัวอยู่ในทีมล่าหุ่นยนต์เพื่อสังเกตการณ์อะไรบางอย่าง(แต่มันก็ไม่มีอะไร) และซิมม่อน(ตัวละครโปรดฝ่ายมนุษย์ของผมเลย)ที่โผล่มาแบบไม่มีเหตุผล และให้ข้อมูลสำคัญกับตัวละครหลักเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของหนังภาคนี้ แต่ทั้ง 2 คนแทบไม่มีบทบาทอะไร เหมือนกับว่าใส่มาพอให้คนที่ชอบภาคเก่าได้เห็นพวกเขาพอให้หายคิดถึงเท่านั้นเอง

     และสิ่งสุดท้ายที่ผมสังเกตได้คือ ไม่ค่อยมีฉากหุ่นยต์สักเท่าไร รวมไปถึงฉากดราม่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนษย์กับหุ่นยนต์ก็มีน้อยจนทำให้ไม่รู้สึกอิน คือฉากลองมองย้อนกลับไป 4 ภาคก่อนหน้าดู จะเห็นว่าจะมีฉากแนวๆนี้ทุกภาค นั่นอาจจะเป็นเพราะภาคนี้ออพติมัสหายไปเกือบทั้งเรื่อง แถมบัมเบิ้ลบีก็พูดได้ไม่เยอะ หุ่นที่เหลือก็เป็นหุ่นตัวประกอบที่ดูไม่ค่อยสนิทกับตัวละคร เลยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมนุษย์และหุ่นยนต์ดูห่างเหินไปครับ ที่ดูจะกินใจที่สุดก็คงเป็นหุ่นพ่อบ้านคอกส์แมนที่ดูจะปฏิสัมพันธ์กับตัวละครมนุษย์มากที่สุดแล้ว

     นี่คือทั้งหมดที่ผมคิดหลังจากไปดูหนังเรื่องนี้ครับ ส่วนตัวแล้วผมมองว่า Transformers สนุกทุกภาคสำหรับผม แม้ว่าจะมีเสียงบอกว่าภาคนั้นดี ภาคนี้ห่วย ผมก็ยังมองว่ามันดูสนุกและสร้างความบันเทิงให้ผมได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับภาคนี้ ผมรู้สึกว่าออกแนวมัดมือชกและทำร้ายจิตใจแฟนๆกันเกินไปหน่อย อารมณ์ประมาณว่ายังอยากดูหนัง Transformers หรือปล่าว ถ้ายังอยากดูก็จะทำให้ดู ถ้าไม่อยากดูก็ไม่ต้องดู แต่ก็นะ ผมเคยบอกพวกคุณไปแล้วว่าอย่าไปเชื่อบทวิจารณ์ของผม ของงี้มันต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง ผมแนะนำได้แค่ว่า รอดูวันพุธช่วงตั๋วถูกเถอะ

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง