Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
The Purge: Anarchy

     ตอนที่ดู The Purge ภาคแรกจบ ผมคิดว่าหนังสามารถสร้างโครงเรื่องที่น่าสนใจว่าด้วยเรื่องราวของประเทศอเมริกาที่ในคืนหนึ่งของทุกปีรัฐบาลจะกำหนดให้เป็นคืนล้างบาป ผู้คนสามารถฆ่ากันให้ตายได้อย่างถูกกฏหมายเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ด้วยแนวทางของเรื่องราวที่ดูจะแหวกแนวและสามารถจับความสนใจของคนที่อยากดูหนังพล็อตเรื่องแปลกใหม่ อีกทั้งโครงเรื่องยังสามารถต่อยอดเพื่อสร้างภาคต่อได้อีกเรื่อยๆ ในที่สุดภาคต่อ The Purge: Anarchy ก็ได้กลับมาบอกเล่าเรื่องราวในคืนวันล้างบาปอีกครั้งหนึ่ง

     จากภาคแรกที่เป็นการไล่ฆ่ากันในพื้นที่ปิด ภาคนี้ได้นำเสนอเรื่องราวในสเกลที่ใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมครับ หนังจะเผยให้เราเห็นพิธีล้างบาปในมุมมองกว้างๆของเมืองทั้งเมือง ในช่วงแรกหนังจะนำเสนอเรื่องราวของ 3 กลุ่มตัวละครหลักโดยแบ่งเป็นเหตุการณ์ที่คู่ขนานกันไปเพื่อให้เราได้รู้จักตัวละครและปมประเด็นของพวกเขาเอง เมื่อหนังดำเนินเรื่องมาจนถึงช่วงเวลาแห่งคืนล้างบาป เรื่องราวของทั้ง 3 กลุ่มตัวละครก็ได้มาบรรจบกันและพวกเขาทั้งหมดก็เข้าสู่การเอาตัวรอดเพื่อให้ผ่านคืนนี้ไปให้ได้

     การบอกเล่าเรื่องราวในช่วงแรกของหนังสามารถทำได้ดีครับ เมื่อเข้าสู่ช่วงล้างบาปหนังสามารถนำเสนอความระทึกขวัญและแรงกดดันในการเอาตัวรอดของตัวละครได้ดีระดับหนึ่ง แต่ผมรู้สึกนิดหน่อยว่าความระทึกขวัญมันยังไม่ค่อยสุดก็ตัดไปฉากอื่นแล้ว อาจจะด้วยเพราะว่าหนังนำเสนอฉากของกลุ่มตัวละครอื่นและชูประเด็นใหม่ที่นอกเหนือจากเหตุการณ์ของตัวละครมาด้วยจึงทำให้ความระทึกขวัญของแต่ล่ะฉากยังพีคไม่สุดครับ

     อีกจุดที่ถือว่าทำออกมาได้เหมือนกับภาคแรกคือความน่าขยะแขยงของจิตใจมนุษย์ที่พากันออกมาปลดปล่อยความบ้าคลั่งในคืนล้างบาปก็ยังคงมีให้เห็นในภาคนี้และมีมากกว่าภาคที่แล้วด้วยครับ ตลอดทั้งเรื่องหนังทำให้เราเห็นว่าไม่มีใครที่สามารถไว้ใจภายในค่ำคืนนี้ อีกทั้งพวกที่เห็นว่าการฆ่าเป็นเรื่องสนุกยิ่งทำให้คนดูอย่างเราหมั่นไส้และโดยเฉพาะกลุ่มคนรวยมนุษย์ลุงป้าอย่างที่เห็นในตัวอย่างก็ยิ่งทำให้คนดูอย่างเราพากันเอาใจช่วยให้เหล่าตัวละครได้เอาคืนเจ้าพวกนี้บ้าง

     สรุปแล้ว The Purge: Anarchy สามารถทำออกมาได้สนุกสนานกับพล็อตเรื่องที่ต่อยอดมาจากภาคแรกครับ หนังสามารถให้ความระทึกขวัญกับคุณได้ระดับหนึ่งพร้อมทั้งใส่ประเด็นความดราม่าของตัวละครเพื่อให้เราเอาใจช่วยพวกเขา เพียงแต่ว่าในตอนจบหนังดูเหมือนจะรีบตัดจบเร็วไปหน่อยโดยละทิ้งบางประเด็นของตัวละครไป อีกอย่างที่ผมอยากบอกคุณคือ หากถามว่าถ้าเทียบกับภาคแรกแล้วเป็นอย่างไร ผมว่าค่อนข้างจะเปรียบเทียบกันได้ยากครับ แต่ขอสรุปสั้นๆว่าภาคแรกเป็นหนังระทึกขวัญในพื้นที่ปิด เน้นความกดดันและหดหู่ ส่วนภาคนี้คือหนังระทึกขวัญ-แอคชั่นในพื้นที่เปิดที่เน้นการเอาตัวรอดและความดราม่าครับ

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง