Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
The Hunger Games: Mockingjay -Part 1

     หลังจากที่ The Hunger Games: Catching Fire ได้ทิ้งปมปิดเรื่องเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้เรื่องราวของหนังจากนิยายเกมล่าชีวิตได้กลับมาบอกเล่าเรื่องราวอีกครั้งในภาคสุดท้าย(แต่ไม่ท้ายสุด)ด้วยชื่อภาคว่า The Hunger Games: Mocking Jay -Part 1 ขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าผมไม่เคยอ่านฉบับนิยาย แต่ติดตามเฉพาะเรื่องราวในฉบับภาพยนตร์มาตั้งแต่ภาคแรกและความรู้สึกหลังจากที่ดูเรื่องราวในภาคนี้จบ ผมรู้สึกว่าตัวหนังยังนำเสนอได้โอเค แต่รู้สึกว่าในบางช่วงบางตอนหนังยังดูกั๊กๆและยืดเยื้ออยู่บ้าง อาจจะเป็นเพราะว่าหนังแบ่งเป็น 2 พาร์ทเลยทำให้เรื่องราวในหนังไม่สามารถนำเสนอได้เต็มอารมณ์สำหรับคนดูครับ

     หนังเปิดเรื่องราวต่อจากภาค Catching Fire ด้วยโทนและบรรยากาศของหนังที่นำเสนอเหตุการณ์ต่อจากภาคที่แล้ว นั่นทำให้คนที่่เพิ่งจะดูภาค 2 จบน่าจะได้อรรถรสเอามากๆครับ ผมขอเตือนเลยว่าใครที่ยังไม่เคยดูภาค 1-2 อย่าได้ริเข้าไปดูภาคนี้เป็นอันขาด เพราะคุณจะดูไม่รู้เรื่องเลยว่าตัวละครจะทำอะไรหรือคุยอะไรกัน ตัวหนังในช่วงครึ่งเรื่องแรกค่อนข้างจะดำเนินไปเรื่อยๆโดยใส่ประเด็นสำคัญให้เราติดตามว่าตัวละครวางแผนจะทำอะไรกันในการปฏิวัติครั้งนี้ ระหว่างนั้นหนังจะแทรกฉากแอคชั่นให้เราได้ดูกันพอให้ตื่นเต้น ตรงส่วนนี้แหละที่ผมคิดว่าหนังพยายามยืดเยื้อเรื่องราวออกไปให้มันนานพอเพื่อที่จะแบ่งเป็น 2 พาร์ท ส่วนตัวคิดว่าถ้าหากปรับบทหน่อย ลดประเด็นรองๆที่ไม่ค่อยสำคัญและเพิ่มความยาวของหนังจาก 2 เป็น 3 ชั่วโมง ก็พอที่จะทำให้ภาคนี้เป็นหนังภาคจบเพียงพาร์ทเดียวก็พอ แต่ก็อย่างที่ผมบอกเอาไว้ตอนต้น เหมือนกับว่าหนังจะกั๊กๆอะไรเอาไว้ปล่อยในพาร์ทที่ 2 ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าในพาร์ทต่อไปเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สงครามปฏิวัติจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ถึงตอนนั้นผมคงได้คำตอบครับว่าการที่หนังใส่ประเด็นทั้งหลายในภาคนี้จะมีผลอย่างไรกับพาร์ทที่ 2

     ช่วงครึ่งหลังเรื่องราวเริ่มตื่นเต้นขึ้นเพราะหนังเริ่มที่จะชูประเด็นสำคัญเพื่อปูทางไปสู่บทสรุปในพาร์ทที่ 2 ตัวหนังยังเผยให้เราเห็นการลุกฮือของเขตแต่ละเขตที่เริ่มก่อการปฏิวัติด้วยเพราะกำลังใจและคำพูดปลุกระดมของม็อกกิ้งเจย์แคทนิส อีกทั้งยังเฉลยประเด็นสำคัญจากภาคที่แล้วซึ่งนั่นก็คือพีต้า ที่ถูกทิ้งเอาไว้และเขาได้กลายเป็นอาวุธของแคปิตอลซิตี้ เช่นเดียวกับแคทนิสที่เป็นอาวุธของคณะปฏิวัติ การอยู่กันคนละฟากของทั้ง 2 นำมาซึ่งความปวดใจของแคทนิสและปมเรื่องรัก 3 เศร้าที่ยังค้างคา

     ในส่วนของตัวละคร แน่นอนว่าต้องขอยกความดีความชอบให้กับเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ที่ยังคงทำหน้าที่รับบทนำและอุ้มหนังเอาไว้ได้ทั้งเรื่อง พร้อมทั้งตัวละครอื่นๆจากภาคที่แล้วที่มีบทบาทรองๆลงมา พวกเขาก็ต่างทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดิมในการซัพพอร์ทตัวเอกของเรา แต่ผมรู้สึกว่าบทบาทของพวกเขาจะดูอ่อนลงนิดหน่อยอาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยมีฉากแอคชั่นสักเท่าไร อีกด้านหนึ่งตัวละครใหม่อย่างประธานาธิบดีคอยน์ที่รับบทโดยจูลี่แอน มัวร์ เธอก็ยังแสดงบทบาทได้โอเคตามความเก๋าแบบดารารุ่นใหญ่ของเธอครับ

     ผมขอยอมรับตรงๆครับว่าบทวิจารณ์นี้ค่อนข้างจะเขียนยากสักหน่อย เป็นเพราะว่าเรื่องราวในหนังยังไม่จบบริบูรณ์เหมือนเรื่องก่อนๆที่ผมเคยดู ถ้าจะให้สรุปว่าหนังเรื่องนี้โอเคไม๊ ขอตอบว่าโอเคสำหรับคนที่่ติดตามเรื่องราวมาตั้งแต่ภาคแรกครับ ด้วยเรื่องราวที่ยังดูหดหู่และเข้มข้น อาจจะมีบางช่วงบางตอนที่ดูยืดเยื้ออยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าฉากเหล่านั้นเป็นการตีความจากฉบับนิยายให้แฟนๆจากฉบับนิยายได้เห็นภาพที่หนังถ่ายทอดออกมาจริงๆ ในตอนจบของพาร์ทนี้ก็เหมือนกับหนังที่แบ่งเป็นพาร์ทย่อยๆที่เราเคยดูกันมา หนังจะทิ้งปมประเด็นสำคัญเอาไว้สำหรับภาคต่อไปพร้อมกับฉากที่ชวนติดตามและจบเรื่องให้เราอารมณ์ค้างคาแน่นอนครับ 

ขอเตือนคนที่ยังไม่เคยดูอีกครั้งว่า"ไม่แนะนำให้ดูภาคนี้"หากคุณยังไม่ได้ดูภาค 1-2 

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง