Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
blackhat

    ก่อนหน้านี้ผมเคยดูหนัง Collateral หนังแอคชั่นระทึกขวัญนำแสดงโดยทอม ครูซและเจมี่ ฟอกส์ ส่วนตัวชอบหนังเรื่องนั้นมากด้วยเพราะเรื่องราวที่เข้มข้นระทึกขวัญผสมไปกับฉากแอคชั่นที่ดูดิบและลงตัว ทำให้ชื่อของผู้กำกับไมเคิล มานน์ถูกบันทึกอยู่ในหัวผมมาตั้งแต่ตอนนั้น หลังจากนั้นก็มีหนัง Public Enemies ผลงานอีกเรื่องของเขาเข้าฉายเมื่อปี 2009 แต่เรื่องนั้นผมยังไม่ได้ดูหรอก จากนั้นชื่อของผู้กำกับคนนี้ก็อยู่ลางๆในหัวผมมาตลอด กระทั่งได้มาดูตัวอย่างแรกของหนัง blackhat หนังดราม่า-ระทึกขวัญเรื่องล่าสุดของเขาที่ได้กำหนดลงโรงฉายในวันนี้ครับ

     blackhat เล่าเรื่องราวโดยมีฉากหลังของเรื่องเป็นโลกในยุคปัจจุบัน โลกที่ทุกอย่างถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายเชื่อมโยงที่ติดต่อสื่อสารกันได้เพียงปลายนิ้วคลิก กระทั่งได้เกิดเหตุก่อการร้ายทางไซเบอร์เมื่ออาชญากรไม่ทราบฝ่ายได้แฮกเข้าระบบเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศจีนและทำให้ระบบโอเวอร์ฮีตจนโรงไฟฟ้าระเบิด ทางการของจีนจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เชน (หวัง ลี่หง)ร่วมสืบสวนกับทางเจ้าหน้าที่ของสหรัฐในการสืบหาตัวผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ เชนยื่นข้อเสนอไปว่าจะสืบคดีนี้ได้ต้องใช้ชายที่มีชื่อว่านิโคลัส แฮททาเวย์ (คริส แฮมเวิร์ท)ไม่งั้นไม่มีทางตามจับอาชญากรรายนี้ได้แน่ เมื่อไม่มีหนทาง ทางการของสหรัฐจึงต้องยอมปล่อยตัวแฮททาเวย์ให้มาช่วยในการสืบสวนครั้งนี้โดยแลกกับข้อตกลงในการลดโทษของเขา

     เรื่องราวของหนังเรื่องนี้น่าจะโดนใจคนที่ทำอาชีพโปรแกรมเมอร์หรืองานด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ครับ เพราะบางช่วงบางตอนจะมีบทสนทนาที่เป็นศัพท์เฉพาะอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นศัพท์ขั้นสูงอะไรมากมาย ตัวอย่างเช่น ไอพี แอดเดรส, เราท์เตอร์, ไฟลวอลล์ อะไรประมาณนี้ ช่วงครึ่งแรกหนังค่อนข้างจะใช้เวลาปูเรื่องค่อนข้างนานทั้งในส่วนของตัวละครและการเตรียมการเพื่อสืบสวนหาตัวคนร้าย ระหว่างนั้นหนังจะใส่ประเด็นของตัวละครมาให้เราได้รู้จักพวกเขาและเริ่มมาพีคขึ้นหน่อยตอนกลางเรื่องเป็นต้นไป นั่นทำให้หนังเรื่องนี้ไม่น่าจะถูกจริตสำหรับคนที่คิดว่าหนังเรื่องนี้คือหนังแอคชั่นจ๋า แต่ถ้าคุณตั้งใจดูหนังมาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องและเมื่อเลยช่วงกลางเรื่องไปประเด็นต่างๆจะเริ่มมีการเฉลยออกมา พร้อมทั้งฉากแอคชั่นไล่ล่าที่ทำให้หนังดูน่าสนใจขึ้นนิดหน่อย จะมาระทึกแบบเอามือจิกเบาะก็ตอนช่วงเกือบท้ายเรื่องด้วยเพราะประเด็นทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลาย

     ส่วนตัวผมเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์มาและทำอาชีพโปรแกรมเมอร์มาก่อน ผมว่าหนังนำเสนอเรื่องราวของการแฮกข้อมูลได้โอเคระดับนึงครับ แต่ถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยเข้าใจและเมื่อได้เห็นหน้าจอคอมของตัวละครที่มีเพียงตัวอักษรยึกยือ อาจจะทำให้หนังเรื่องนี้ดูน่าเบื่อสำหรับคุณไปก็ได้ หนังจึงพยายามชดเชยตรงส่วนนี้ด้วยประเด็นดราม่าของตัวละคร เสริมฉากแอคชั่นมาให้ตื่นเต้นกันบ้างและปล่อยออกมาหมดในตอนจบครับ สำหรับด้านการแสดง คริสก็ดูโอเคในมาดของตัวละครแฮกเกอร์และสลัดภาพจำของเทพเจ้าทอร์ในหัวผมออกไปได้ โดยรวมทุกคนก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้แม้กระทั่งดาราสมทบก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเช่นกัน

     สรุปแล้วก็อย่างที่บอกไปตอนต้นครับว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-ระทึกขวัญโดยมีฉากแอคชั่นมาปรุงแต่งให้ดูกลมกล่อมแบบไม่จัดจ้านมากเกินไป แต่แม้ว่าจะไม่จัดจ้านมากแต่ฉากแอคชั่นก็ทำออกมาได้ดูดิบและระทึกขวัญตามสไตล์ของผู้กำกับไมเคิล มานน์ จะน่าเสียดายนิดนึงก็ตรงที่ในช่วงแรกเหมือนหนังค่อนข้างจะกั๊กและเอามาปล่อยในช่วงครึ่งหลัง อันที่จริงผมว่าถ้าเอาฉากแอคชั่นมาเพิ่มอีกนิดและเฉลี่ยให้มีทั่วทั้งเรื่องอีกหน่อยนี่โอเคเลยนะ

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง