Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
Inception

     Inception เป็นผลงานภาพยนตร์โดยผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลนที่เข้าฉายไปเมื่อปี 2010 ด้วยเรื่องราวแปลกใหม่ที่แม้นักดูหนังที่ดูหนังมาอย่างโชกโชนก็ต้องยอมรับในเรื่องราวที่เข้มข้นพร้อมกับไอเดียในการนำเสนออันยอดเยี่ยมในการบอกเล่าเรื่องราวด้วยการใช้ลูกเล่นของการจารกรรมความคิดผ่านความฝันของเหล่าตัวละคร เสริมด้วยฉากแอคชั่นและประเด็นดราม่าของตัวละครที่ผูกเรื่องราวอย่างเข้ากันได้ดีกับแนวคิดของภาพความฝันที่เราๆคุ้นเคยเคยกัน แต่แน่นอนว่าด้วยเนื้อหาที่เป็นอรรถรสของเรื่องที่ค่อนข้างเยอะ นั่นทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้หลายรอบมากครับ

      หนังบอกเล่าเรื่องราวของดอม คอบป์(ลีโอนาโด ดิคาปริโอ) นักจารกรรมความคิดที่มีคดีติดตัวจนทำให้กลับบ้านไปหาลูกๆไม่ได้ ในงานล่าสุดคอบป์และทีมงานของเขาทำงานผิดพลาด แต่เป้าหมายในงานนั้นกลับยื่นข้อเสนอล้างคดีเพื่อให้ดอมได้กลับบ้านโดยแลกเปลี่ยนกับการทำ"อินเซปชั่น" ด้วยแนวคิดที่ว่าดอมและทีมงานของเขาสามารถขโมยความคิดของคนได้ นั่นก็เป็นไปได้ที่จะสามารถฝังความคิดลงไปในหัวของคนได้เช่นกัน เป้าหมายในการทำอินเซปชั่นคือการทำให้ทายาทนักธุรกิจพลังงานผู้ทรงอิทธิพลเลิกทำกิจการต่อจากพ่อของเขาซะ และงานนี้เองที่ทำให้คอบป์ตัดสินใจลงมือเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะได้กลับบ้านไปหาลูกๆของเขา

     "จิตของคุณคือพื้นที่ของการก่ออาชญากรรม" นี่คือคำโปรยของหนังที่อยากจะบอกให้คนดูได้รู้ครับ ตอนแรกที่ผมดูตัวอย่างของหนังเรื่องนี้พร้อมกับเรื่องย่อคร่าวๆยอมรับเลยว่าไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรและคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นหนังที่ดูยาก แต่เมื่อได้เข้าไปชมในโรงภาพยนตร์แล้วก็ได้พบว่าเนื้อหาทั้งเรื่องสามารถนำเสนอออกมาได้ดีผ่านการอธิบายและการกระทำของตัวละครในช่วงแรก ก่อนที่ช่วงหลังจะเริ่มประเด็นการฝังความคิดไว้ในหัวของเป้าหมายเพื่อทำภารกิจให้บรรลุโดยมีฉากแอคชั่นเจ๋งๆที่เล่นกับแนวความคิดของความฝัน อย่างเช่นว่าเวลาของโลกความฝันจะช้ากว่าในโลกความจริง ความฝันซ้อนความฝันและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศหรือสถานที่อย่างฉับพลัน จากการนำเสนอแต่ล่ะอย่างที่ว่ามาเมื่อได้เห็นแล้วเราก็รู้เลยว่าทั้งหมดได้ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีแล้วจริงๆครับ

     ตัวละครในเรื่องแต่ล่ะคนทำหน้าที่ของตัวเองและเฉลี่ยบทบาทได้ดีครับ โดยเฉพาะตัวละครดอมที่รับบทโดยดิคาปริโอ การแสดงของเขาทำให้ผมเชื่อได้จริงๆว่าเขาคือตัวละครตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสีหน้าท่าทางและซีนอารมณ์ ดิคาปริโอสามารถทำได้ดีมากๆจนรู้สึกอินไปกับเรื่องราว จากที่หนังมีประเด็นหลักในการฝังความคิดลงไปในหัวของเป้าหมายแล้วยังมีประเด็นรองคือความหลังในอดีตของตัวเอกที่รู้สึกผิดจากสิ่งที่ทำเอาไว้และความรู้สึกผิดที่ว่าได้ก่อตัวขึ้นจนตามมาหลอกหลอนเขาในระหว่างที่ทำภารกิจหลัก

     ไฮไลท์อีกอย่างของหนังเรื่องนี้คือฉากแอคชั่นครับ ด้วยแนวทางที่ไม่ค่อยใช้ซีจีของโนแลน ทำให้ฉากส่วนใหญ่ในเรื่องเป็นฉากจริงๆ โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในทางเดินของโรงแรมเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ อีกทั้งยังมีฉากการต่อสู้แบบไร้แรงโน้มถ่วงและบางจุดของความฝันที่ทำให้ตัวละครสร้างความขัดแย้งขึ้นมา อันนี้ผมอธิบายไปก็น่าจะเข้าใจยาก ต้องให้คุณได้ดูเองกับตาในหนังครับ

     ส่วนตัวผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้หรืออาจจะพยายามดูแล้วดูไม่รู้เรื่องหรือไม่จบสักที ผมขอเวลาสัก 2 ชั่วโมงให้คุณมีสมาธิตั้งใจดูหนังเรื่องนี้สักหน่อย รับรองเลยว่าหนังเรื่องนี้จะเปิดประสบการณ์ใหม่ๆในการดูหนังของคุณแน่นอน

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง